ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในเดือนแรกของปี 2569 ดูเหมือนจะส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ทำให้เราพอจะยิ้มออกได้บ้าง แต่เบื้องหลังความสดใสนี้ ยังมีความเปราะบางซ่อนอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเรามองไปถึงมรสุมทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังก่อตัวขึ้น
อุปสงค์ในประเทศ-ต่างประเทศ หนุนเศรษฐกิจโต แต่การใช้จ่ายภาครัฐแผ่วลง
จากการประเมินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคม 2569 ในภาพรวมขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ
ในฝั่งต่างประเทศ การส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสินค้าบางหมวดอย่างปิโตรเลียม อัญมณีและเครื่องประดับที่ได้รับปัจจัยบวกเฉพาะกิจชั่วคราว นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวก็ส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดี ทั้งในแง่ของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาถึง 3.3 ล้านคนในเดือนมกราคม และรายรับจากนักท่องเที่ยวที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ในฝั่งอุปสงค์ในประเทศ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่จุดที่น่าสนใจคือ การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจาก “ปัจจัยชั่วคราว” โดยเฉพาะการเร่งส่งมอบและจดทะเบียนรถยนต์ในหมวดยานพาหนะ เพื่อให้ทันโค้งสุดท้ายของมาตรการกระตุ้น EV 3.0 ที่ขยายเวลามาจนถึงสิ้นเดือนมกราคม ในขณะที่การใช้จ่ายของภาครัฐกลับขยายตัวชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากรายจ่ายของรัฐบาลกลางที่เร่งเบิกจ่ายไปแล้วในเดือนก่อน และรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่หดตัวลง ส่งผลให้กิจกรรมในภาคการก่อสร้างลดลง และกดดันให้ดัชนีการผลิต ภาคบริการในภาพรวมหดตัวลงเล็กน้อย
ความย้อนแย้ง: เงินเฟ้อติดลบ แต่ธุรกิจยังอ่วมกับ “ต้นทุน” อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือเรื่องของราคาสินค้า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมกราคมติดลบมากขึ้นเป็น –0.66% ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของราคาในหมวดอาหารสดและพลังงาน
คำว่า เงินเฟ้อติดลบ นั้น มักไม่ดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว แม้จะดูเหมือนของถูกลง แต่สัญญาณนี้สะท้อนถึงการบริโภคที่ชะลอตัว กำลังซื้อหดตัว และหากติดลบต่อเนื่องจะเข้าสู่ภาวะ “เงินฝืด” (Deflation) ซึ่งทำให้อุปสงค์รวมลดลง ภาคการผลิตชะลอตัว และเสี่ยงต่อการลดการจ้างงาน
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงทรงตัวเป็นบวกอยู่ที่ 0.60% อันเนื่องมาจากราคารถยนต์เพิ่มขึ้นตามภาษีสรรพสามิต แต่ของใช้ส่วนตัวราคาลดลงจากการจัดโปรโมชั่น
ดุลบัญชีเดินสะพัดแม้จะยังเกินดุลที่ 0.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากดุลการค้าพลิกกลับมาขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าบางตัว
แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะดูเหมือนว่าราคาสินค้าโดยรวมลดลง แต่เมื่อไปดูความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ กลับพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 49.6 แต่ผู้ประกอบการยังคงเผชิญความท้าทายอย่างหนัก โดย 3 อันดับแรกที่เป็นข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจคือ 1) ต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง 2) การแข่งขันในประเทศที่รุนแรง และ 3) ความยากลำบากในการปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจไทยกำลังถูกบีบหน้าบีบหลัง ต้นทุนแพงขึ้นแต่ผลักภาระไปให้ผู้บริโภคไม่ได้เพราะกำลังซื้อยังเปราะบาง
ธปท. ได้ประเมินความเสี่ยงในระยะต่อไปว่า ไทยต้องติดตามความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเวลานี้คือ การยกระดับของสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างอิหร่าน อิสราเอล โดยมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ หากสถานการณ์บานปลาย ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ใน 4 มิติหลัก ดังนี้
ดังนั้น ปี 2569 ไม่ใช่ปีที่เศรษฐกิจไทยจะสามารถวิ่งฉิวได้อย่างไม่มีปัญหา แม้เราจะมีแรงส่งจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่สภาพคล่องและความสามารถในการปรับตัวของภาคการผลิตไทยยังเป็นที่น่ากังวล ยิ่งเมื่อรวมกับกระบวนการงบประมาณปี 2570 มาตรการภาครัฐที่ต้องรอดูความชัดเจน และ “เมฆดำ” จากสงครามในตะวันออกกลาง ทุกภาคส่วนของไทย ทั้งรัฐบาล แบงก์ชาติ และภาคธุรกิจ ต้องเตรียมแผนรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต และบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมที่สุด