สรุป 7 ประเด็นสำคัญและทิศทางเศรษฐกิจโลกจากเวที
World Economic Forum 2026 หรือ Davos 2026

AI for Business Leaders

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ (What you’ll learn)

การประชุมเศรษฐกิจโลกครั้งที่ 56
1. การสิ้นสุดของระเบียบโลกเก่า
2. เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะ “เหยียบคันเร่งและเบรกพร้อมกัน”
3. AI คือ “โครงสร้างพื้นฐานใหม่”
4. วาระแห่งชาติเรื่อง Sovereign AI
5. สงครามพลังงานและทางออกสู่อวกาศ
6. โลกาภิวัตน์แบบใหม่: การรวมกลุ่มภูมิภาค
7. วิกฤตคนและสังคม
สิ่งที่โลกกำลังเผชิญหลังการประชุม

 

World Economic Forum (WEF) หรือสภาเศรษฐกิจโลก

World Economic Forum (WEF) หรือสภาเศรษฐกิจโลก คือ องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2514 โดย เคลาส์ ชวาบ (Klaus Schwab) สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เจนีวา (Geneva) สวิตเซอร์แลนด์ มีบทบาทสำคัญในการเป็นเวทีหารือระดับสูง เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและสร้างความร่วมมือระดับโลกด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยจัดให้มีการประชุมประจำปีที่เมืองดาวอส (Davos) สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากหลายประเทศทั่วโลก และในปีนี้การประชุมเศรษฐกิจโลกครั้งที่ 56 Davos 2026 ที่ผ่านมา มีเนื้อหาที่สามารถสรุปได้ 7 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. การสิ้นสุดของระเบียบโลกเก่า สู่ยุค “สะสมอำนาจ” (Power Accumulation Era)

โลกได้เปลี่ยนจากยุคที่ยึดกฎเกณฑ์ (Rule-based) มาสู่ยุคที่ “อำนาจ” คือตัวกำหนดความถูกต้อง โดยวัดจากความสามารถในการควบคุม 3 ทรัพยากรหลักคือ พลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (เช่น AI)

  • สหรัฐฯ และนโยบาย Trump Shock: การกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ เขย่าเวทีโลกด้วยนโยบาย “America First” ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐฯ เป็นหลัก เช่น การเสนอซื้อเกาะกรีนแลนด์, การสร้างโล่ป้องกันขีปนาวุธ, และการกดดันพันธมิตร NATO ให้เพิ่มงบป้องกันประเทศ
  • ยุโรปต้องพึ่งพาตนเอง (Strategic Autonomy): ยุโรปถูกบีบให้ต้องยืนด้วยขาตัวเอง ทั้งด้านความมั่นคงและพลังงาน โดยต้องเร่งลงทุนด้านกลาโหมและลดการพึ่งพามหาอำนาจอื่น
  • กฎแห่งป่า (Rule of the Strongest): ผู้นำโลกยอมรับว่าระเบียบเสรีนิยมแบบเก่ากำลังจะสิ้นสุดลง โลกกำลังเข้าสู่ยุค Rule of the Strongest กฎแห่งป่า และ Might is right กฎแห่งผู้แข็งแรง อำนาจคือความถูกต้อง ใครมีอำนาจมากกว่าคือผู้กำหนดความถูกต้อง แทนระบบกฎหมายสากล

 

 2. เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะ “เหยียบคันเร่งและเบรกพร้อมกัน” (Gas and Brake Economy)

ภาพรวมเศรษฐกิจมีความย้อนแย้ง ด้านหนึ่งเทคโนโลยี AI พยายามเร่งการเติบโต แต่อีกด้านยังมีวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และหนี้สินดึงรั้งไว้

  • เงินเฟ้อหนืด (Sticky Inflation): เป็นภาวะที่อัตราเงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือไม่ยอมลดลง แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือใช้นโยบายการเงินตึงตัวแล้วก็ตาม หลายธุรกิจยังมีความเชื่อมั่น แต่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อก็ยังคงอยู่ ส่งผลให้ต้นทุนค่าครองชีพสูงยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้
  • หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น: หนี้สินถือเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่ง ที่ผ่านมาเมื่อรัฐบาลมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย จึงจําเป็นต้องกู้เงินมาใช้จ่าย ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศที่ใช้จ่ายเงินในการชำระหนี้มากกว่าการดูแลสุขภาพและการศึกษา
  • ตลาดแรงงานรูปตัว K: แสดงให้เห็นว่ามีคนสองกลุ่มที่กำลังก้าวไปในทิศทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แขนขาด้านบนของ K แทนกลุ่มคนร่ำรวยหรือผู้มีรายได้สูงที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง (Rich getting Richer)

ในขณะที่แขนขาด้านล่างของ K แทนกลุ่มคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยและปานกลางที่กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังและมีสถานะทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง (Poor falling behind) เช่น ภาคการผลิตเริ่มถดถอย คนตกงานมากขึ้น สร้างความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนขึ้น

 3. AI คือ “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ (The AI Industrial Revolution)

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันอย่างมาก ถึงความสมดุลระหว่างประโยชน์ของ AI และความเสี่ยงต่อสังคม ข้อสรุปคือ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นความท้าทายเชิงระบบที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนและโครงสร้างพื้นฐาน การประชุมครั้งนี้ มุมมองต่อ AI เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดย Jensen Huang ซีอีโอ NVIDIA เปรียบเทียบอุตสาหกรรม AI เป็น “เค้ก 5 ชั้น” (5-Layer Cake) ได้แก่ 1. พลังงาน 2. ชิปประมวลผล 3. โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ 4. โมเดล AI และ 5. แอปพลิเคชัน

  • จาก Hype สู่ของจริง: การพูดคุยเปลี่ยนจากความตื่นเต้น การสร้างกระแส หรือการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง (Hype) มาสู่การใช้งานจริง (Practice) ที่เกิดปัญหาหน้างาน หรือแรงเสียดทาน (Friction) ทำให้เกิดการพัฒนาและนำไปใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม
  • ข้อจำกัดทางกายภาพ: ปัญหาคอขวดของ AI ไม่ใช่เรื่องโค้ด แต่เป็นเรื่องของ “พลังงาน” (ไฟฟ้า) และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น การสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการใช้งานที่มหาศาล

 

4. วาระแห่งชาติเรื่อง Sovereign AI

อธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ หรือ Sovereign AI คือ แนวคิดการพัฒนาและใช้งาน AI ที่ประเทศหรือองค์กรนั้นๆ เป็นเจ้าของข้อมูล เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน (Data Center) และโมเดลภาษาเองทั้งหมด โดยไม่พึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยสูงสุดของข้อมูล สอดคล้องกับวัฒนธรรม บริบทภาษาท้องถิ่น และอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศ  โดยประเทศต่างๆ ตระหนักว่า หากไม่มี AI เป็นของตนเอง จะเท่ากับ “ฝากสมองไว้กับคนอื่น”

  • ความมั่นคงทางข้อมูล: รัฐบาลทั่วโลกมุ่งเน้นการมี Sovereign AI หรือโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เป็นของชาติ เพื่อรักษาความมั่นคงทางข้อมูลและวัฒนธรรมของตนเอง ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว
  • กฎกติกาใหม่: หากประเทศใดไม่อยู่บนโต๊ะเจรจา ก็จะกลายเป็นเมนูบนโต๊ะอาหาร (If you aren’t at the table, you are on the menu) สะท้อนความจำเป็นที่ต้องมีอำนาจต่อรองทางเทคโนโลยี

 

5. สงครามพลังงานและทางออกสู่อวกาศ (Energy Wars & Space Frontiers)

พลังงานกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI

  • AI กินไฟมหาศาล: ยิ่ง AI ฉลาด ยิ่งใช้พลังงานมาก ผู้นำอย่าง Elon Musk จึงมองหาทางออกด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานนิวเคลียร์ โดยอ้างถึงการระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพเป็นประโยชน์หลัก
  • Data Center ในอวกาศ: มีการพูดถึงแนวคิดการตั้งศูนย์ข้อมูล AI ในอวกาศเพื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่เข้มข้นกว่าบนโลก 5 เท่า และใช้ความเย็นในอวกาศระบายความร้อน

 

 6. โลกาภิวัตน์แบบใหม่: การรวมกลุ่มภูมิภาค (Regionalization & Fragmentation)

รูปแบบการค้าโลกเปลี่ยนจาก Globalization ที่เน้นประสิทธิภาพและราคาถูกที่สุด ไปสู่ Regionalization ที่เน้นความปลอดภัยและความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust)

  • กระจายความเสี่ยง: ประเทศต่างๆ พยายามลดการพึ่งพามหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง และหันมาค้าขายกับพันธมิตรในภูมิภาคเดียวกันมากขึ้น เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น (Resilience)
  • โอกาสของอำนาจปานกลาง: กลุ่มประเทศอำนาจปานกลาง (Middle Powers) อย่างอาเซียน กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เนื้อหอมในการดึงดูดการลงทุนท่ามกลางความขัดแย้ง

 

 7. วิกฤตคนและสังคม (Human & Social Crisis)

แม้จะให้ความสำคัญกับ AI แต่สิ่งสำคัญเป็นอันดับแรกก็ยังเป็นเรื่องของ “มนุษย์” ซึ่งรวมถึงการลงทุนในบุคลากร ทักษะ และความสมานฉันท์ทางสังคมที่จำเป็นต่อสังคมที่สงบสุข เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดนี้ได้สร้างแรงกดดันต่อมนุษย์และสังคมอย่างมาก

  • ทักษะที่หมดอายุ: งานระดับเริ่มต้น (Junior levels) เช่น การเขียนโค้ดพื้นฐาน หรือ QA กำลังถูก AI แย่งงาน ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องเร่งพัฒนาทักษะ หรือ “Reskill” อย่างเร่งด่วน
  • ปัญหาสุขภาพจิต: การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการเสื่อมถอยของชุมชนกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กัน สังคมเผชิญกับภาวะความวิตกกังวล (Anxiety) และความเปราะบางทางจิตใจจากการเสพติดโลกเสมือน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
  • แหล่งแรงงานใหม่: โลกกำลังมองหาแรงงานทักษะใหม่จากภูมิภาคแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อทดแทนสังคมสูงวัยในประเทศพัฒนาแล้ว

 

สรุป ประเด็นสำคัญจากการประชุมเศรษฐกิจโลกครั้งที่ 56 Davos 2026 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังเผชิญกับ ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ และจุดจบของระเบียบโลกเก่า โดยเฉพาะนโยบาย America First ของทรัมป์ และการผงาดของจีน ได้สร้างแรงกดดันสูงต่อนานาประเทศ ในขณะเดียวกัน AI กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก” ผู้นำเทคโนโลยีเห็นตรงกันว่า แรงงาน ธุรกิจ และภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนทันที

เราให้คำปรึกษาและโซลูชัน AI Assistant ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับองค์กรคุณ เรียนรู้เพิ่มเติม

อัลบั้มภาพ
แชร์ Blog
Facebook
X | Twitter
WhatsApp
Threads
Email