เจาะลึกเศรษฐกิจไทยต้นปี 2569: แสงสว่างปลายอุโมงค์ หรือพายุลูกใหม่จากตะวันออกกลาง?

General
thunderstorm-city-nighttime

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ (What you’ll learn)

  1. ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในเดือนแรกของปี 2569
  2. ระเบิดเวลาเศรษฐกิจ: ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน – อิสราเอล และ สหรัฐอเมริกา
  3. สรุปภาพรวมของเศรษฐกิจไทย

1. ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในเดือนแรกของปี 2569

ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในเดือนแรกของปี 2569 ดูเหมือนจะส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ทำให้เราพอจะยิ้มออกได้บ้าง แต่เบื้องหลังความสดใสนี้ ยังมีความเปราะบางซ่อนอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเรามองไปถึงมรสุมทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังก่อตัวขึ้น

อุปสงค์ในประเทศ-ต่างประเทศ หนุนเศรษฐกิจโต แต่การใช้จ่ายภาครัฐแผ่วลง
จากการประเมินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคม 2569 ในภาพรวมขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ

ในฝั่งต่างประเทศ การส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสินค้าบางหมวดอย่างปิโตรเลียม อัญมณีและเครื่องประดับที่ได้รับปัจจัยบวกเฉพาะกิจชั่วคราว นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวก็ส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดี ทั้งในแง่ของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาถึง 3.3 ล้านคนในเดือนมกราคม และรายรับจากนักท่องเที่ยวที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ในฝั่งอุปสงค์ในประเทศ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่จุดที่น่าสนใจคือ การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจาก “ปัจจัยชั่วคราว” โดยเฉพาะการเร่งส่งมอบและจดทะเบียนรถยนต์ในหมวดยานพาหนะ เพื่อให้ทันโค้งสุดท้ายของมาตรการกระตุ้น EV 3.0 ที่ขยายเวลามาจนถึงสิ้นเดือนมกราคม ในขณะที่การใช้จ่ายของภาครัฐกลับขยายตัวชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากรายจ่ายของรัฐบาลกลางที่เร่งเบิกจ่ายไปแล้วในเดือนก่อน และรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่หดตัวลง ส่งผลให้กิจกรรมในภาคการก่อสร้างลดลง และกดดันให้ดัชนีการผลิต ภาคบริการในภาพรวมหดตัวลงเล็กน้อย

ความย้อนแย้ง: เงินเฟ้อติดลบ แต่ธุรกิจยังอ่วมกับ “ต้นทุน” อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือเรื่องของราคาสินค้า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมกราคมติดลบมากขึ้นเป็น –0.66% ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของราคาในหมวดอาหารสดและพลังงาน

คำว่า เงินเฟ้อติดลบ นั้น มักไม่ดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว แม้จะดูเหมือนของถูกลง แต่สัญญาณนี้สะท้อนถึงการบริโภคที่ชะลอตัว กำลังซื้อหดตัว และหากติดลบต่อเนื่องจะเข้าสู่ภาวะ “เงินฝืด” (Deflation) ซึ่งทำให้อุปสงค์รวมลดลง ภาคการผลิตชะลอตัว และเสี่ยงต่อการลดการจ้างงาน

อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงทรงตัวเป็นบวกอยู่ที่ 0.60% อันเนื่องมาจากราคารถยนต์เพิ่มขึ้นตามภาษีสรรพสามิต แต่ของใช้ส่วนตัวราคาลดลงจากการจัดโปรโมชั่น

ดุลบัญชีเดินสะพัดแม้จะยังเกินดุลที่ 0.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากดุลการค้าพลิกกลับมาขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าบางตัว

แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะดูเหมือนว่าราคาสินค้าโดยรวมลดลง แต่เมื่อไปดูความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ  กลับพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 49.6  แต่ผู้ประกอบการยังคงเผชิญความท้าทายอย่างหนัก โดย 3 อันดับแรกที่เป็นข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจคือ 1) ต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง 2) การแข่งขันในประเทศที่รุนแรง และ 3) ความยากลำบากในการปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจไทยกำลังถูกบีบหน้าบีบหลัง ต้นทุนแพงขึ้นแต่ผลักภาระไปให้ผู้บริโภคไม่ได้เพราะกำลังซื้อยังเปราะบาง

2. ระเบิดเวลาเศรษฐกิจ: ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน – อิสราเอล และ สหรัฐอเมริกา

ธปท. ได้ประเมินความเสี่ยงในระยะต่อไปว่า ไทยต้องติดตามความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเวลานี้คือ การยกระดับของสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างอิหร่าน อิสราเอล โดยมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ หากสถานการณ์บานปลาย ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ใน 4 มิติหลัก ดังนี้

  1. วิกฤตราคาพลังงาน (Oil Price Shock): ตะวันออกกลางคือเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก หากความขัดแย้งลุกลามจนกระทบต่อการผลิตหรือการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะพุ่งทะยานทันที ประเทศไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิ จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งจะยิ่งไปซ้ำเติมปัญหา “ต้นทุนการผลิตสูง” ที่ภาคธุรกิจไทยกำลังแบกรับอยู่ให้สาหัสยิ่งขึ้น และอาจดันให้อัตราเงินเฟ้อที่กำลังติดลบ พลิกกลับมาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  2. วิกฤตห่วงโซ่อุปทานและค่าระวางเรือ (Supply Chain & Freight Costs): สงครามจะทำให้เส้นทางการเดินเรือสำคัญอย่างทะเลแดงมีความเสี่ยงสูงขึ้น บริษัทเดินเรือต้องเปลี่ยนเส้นทาง อ้อมแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาขนส่งนานขึ้นและ “ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว” สิ่งนี้จะกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการส่งออกสินค้าของไทย (เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อาหาร) ทำให้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน
  3. ความผันผวนของตลาดการเงินและค่าเงินบาท: ในยามสงคราม นักลงทุนจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหนีเข้าหาความปลอดภัย (Safe Haven) เช่น ทองคำ ซึ่งอาจส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย และอาจทำให้ค่าเงินบาทผันผวนอย่างหนัก กระทบต่อผู้นำเข้าและผู้ที่มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศ (ในเดือน ม.ค. 69 เงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าขึ้นเป็น 27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แต่สงครามอาจทำให้ทิศทางนี้พลิกกลับได้ตลอดเวลา)
  4. การสะดุดตัวของการท่องเที่ยว: แม้ขณะนี้การท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวได้ดี แต่หากเกิดสงครามใหญ่ที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากยุโรปและตะวันออกกลางจะลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้หลักที่กำลังพยุงเศรษฐกิจไทยอยู่ในขณะนี้

 

3. สรุปภาพรวมของเศรษฐกิจไทย

ดังนั้น ปี 2569 ไม่ใช่ปีที่เศรษฐกิจไทยจะสามารถวิ่งฉิวได้อย่างไม่มีปัญหา แม้เราจะมีแรงส่งจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่สภาพคล่องและความสามารถในการปรับตัวของภาคการผลิตไทยยังเป็นที่น่ากังวล ยิ่งเมื่อรวมกับกระบวนการงบประมาณปี 2570 มาตรการภาครัฐที่ต้องรอดูความชัดเจน และ “เมฆดำ” จากสงครามในตะวันออกกลาง ทุกภาคส่วนของไทย ทั้งรัฐบาล แบงก์ชาติ และภาคธุรกิจ ต้องเตรียมแผนรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต และบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมที่สุด

อัลบั้มภาพ
แชร์ Blog
Facebook
X | Twitter
WhatsApp
Threads
Email