ปัจจุบันประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญที่เต็มไปด้วยปัญหาหลากหลายมิติซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ภาคธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญต่างมองเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยกำลังเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก เพราะภาคส่วนต่างๆ ขยับตัวช้าเกินไป อนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้จึงเป็นเรื่องของการปรับจุดยืน หรือ Repositioning และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน
พายุแห่งความท้าทายที่รายล้อมประเทศ
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตใหญ่ที่เปรียบเสมือนทางแยก 4 สาย ได้แก่
นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยคือ “ความล่าช้า” ของระบบราชการ ความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย กฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน และคอร์รัปชัน รวมไปถึงวิกฤตความเชื่อมั่นและหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้เศรษฐกิจไทยเปราะบางลง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ SME
สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ: ปรับจุดยืน (Repositioning) สร้างขุมพลังเศรษฐกิจใหม่
เพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางที่ติดหล่มมานานกว่า 50 ปี ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการพึ่งพาเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม หรือการส่งออกที่จับต้องได้ ไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และบริการขั้นสูง (Digital & Green Trade) โดยมีเป้าหมายในการยกระดับการเป็นศูนย์กลาง หรือ Regional Hub ของภูมิภาคนี้ในหลายมิติ ดังนี้:
ยุทธศาสตร์ฝ่าวิกฤต ระยะสั้น-กลาง-ยาว
เพื่อให้การปรับจุดยืนเป็นจริง การแก้ไขปัญหาต้องทำอย่างเป็นระบบใน 3 ระยะ ได้แก่
บทสรุป
อนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้ ขึ้นอยู่กับ “เจตจำนงทางการเมือง” (Political Will) และการลงมือทำอย่างจริงจังของทุกฝ่าย กลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนแนวทางเหล่านี้ คือการรื้อฟื้น “คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน” (กรอ.) เพื่อให้เกิดการผลักดันนโยบายร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องไม่ผูกขาดอยู่เพียงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ภาครัฐจำเป็นต้องเปิดใจรับฟังเสียงของคนตัวเล็ก ธุรกิจ SME ผู้ใช้แรงงาน และนวัตกรคนรุ่นใหม่ เพื่อให้การก้าวข้ามทางแยกแห่งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนผ่านที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และนำพาเศรษฐกิจไทยไปสู่อนาคตที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง