สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตทางการเงินของเราไปตลอดกาล นั่นคือการมาถึงของ Virtual Bank หรือธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา ในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภคยุคใหม่ การรู้เท่าทันเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบาย แต่คือ การรักษาผลประโยชน์และสร้างความมั่นคงให้ชีวิตเราเอง
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Virtual Bank แตกต่างจากธนาคารที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ คือการไม่มี “ตึก” หรือสาขาทางกายภาพ ที่เรียกว่า Bricks-and-mortar ทุกอย่างดำเนินบนโลกออนไลน์ 100% แต่ขอให้สบายใจได้นะว่านี่คือ สถาบันการเงินที่ ได้รับใบอนุญาต และอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่แอปฯ เงินกู้เถื่อนที่น่ากลัวอย่างที่เป็นข่าวกัน
ในประเทศไทยเรามี 3 กลุ่มยักษ์ใหญ่ที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนสนามการแข่งขันนี้ ได้แก่
การที่ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ขยับตัว ไม่ใช่เพียงแค่การทำแอปฯ ขึ้นมาใหม่ แต่มันคือการที่ธนาคารจะได้ “รู้จัก” ตัวตนของคุณผ่านข้อมูลมหาศาลที่พวกเขามีอยู่ในมือนั่นเอง
ในการเฝ้าสังเกตการณ์ผลิตภัณฑ์ของ CLICX มีความน่าสนใจและเข้าถึงง่ายมาก โดยเฉพาะ 2 ตัวหลักที่พวกเราควรรู้จักไว้
1) บัญชีเงินฝาก “Clic Save”
เป็นบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีสมุดคู่ฝาก จุดเด่นคือความ “มูเตลู” ที่ให้เราเลือกเลขบัญชีเองได้ เช่น เลขท้ายเบอร์โทรศัพท์ หรือเลขมงคลที่ระบบแนะนำ โดยจะจ่ายดอกเบี้ยให้เราทุกเดือนในวันที่ 1 โดยให้ดอกเบี้ยสูงถึง 4.0% ต่อปี สำหรับเงินฝาก 20,000 บาทแรก (ระยะเวลาโปรโมชัน 3 เดือน)
2) สินเชื่อ “Clic พร้อมใช้”
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Microloan สำหรับคนตัวเล็ก โดยมีวงเงินเริ่มต้นไม่เกิน 20,000 บาท จุดที่ต้องระวังก็คือ อัตราดอกเบี้ยจะสูงและอยู่ที่ประมาณ 13-25% ต่อปี ตามความเสี่ยงของแต่ละคน แม้จะกู้ง่ายแต่เราต้องคำนวณกำลังการจ่ายคืนให้ดี จะเห็นได้ว่า ดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยนั้นสูงกว่าสินเชื่อปกติมาก
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ Virtual Bank คือความหวังในการสร้าง Financial Inclusion หรือการดึง “คนตัวเล็ก” เข้าสู่ระบบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องเกษตรกรบนดอย หรือน้องๆ ฟรีแลนซ์ ที่ไม่มีรายได้ประจำแต่ขยันทำงาน ยังมีคนไทยอีกมากที่เข้าไม่ถึงธนาคารเพราะไม่มีหลักประกัน Virtual Bank จะเข้ามาปิดช่องว่างนี้ ด้วยการใช้ข้อมูลพฤติกรรมแทนเอกสารกระดาษ เพื่อมอบโอกาสให้คนทุกคน มีเงินทุนในระบบอย่างโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม ในแง่เศรษฐศาสตร์เราต้องมองให้ครบด้าน แม้ภาคอุตสาหกรรมจะมองว่านี่คือโครงสร้าง Low cost structure เพราะไม่มีค่าเช่าตึก หรือค่าจ้างพนักงาน แต่ข้อมูลจาก IMF ระบุว่าในช่วงแรก ธนาคารเหล่านี้จะมีต้นทุนการดำเนินงานที่สูงกว่าธนาคารดั้งเดิม เนื่องจากต้องลงทุนมหาศาล ในด้านความปลอดภัยของไอทีและการดึงดูดลูกค้าใหม่ ซึ่งเราในฐานะผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์ จากความโปร่งใสของค่าธรรมเนียมที่แอบแฝงน้อยลง
เรื่องตัวเลข หนี้ครัวเรือนไทยที่สูงถึง 86.8% ต่อ GDP โดยเฉลี่ยแต่ละครัวเรือนมีภาระหนี้สูงถึง 740,596.94 บาท เลยทีเดียว โมเดล “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” ที่มักมีโปรโมชัน 0% ในช่วง 3 เดือนแรก คือหลุมพรางที่ถูกออกแบบมาอย่างดี เพราะหากคุณพลาดเพียงนิดเดียว มันจะกลายเป็นหนี้ระยะยาวทันที และสำหรับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “นักบิด” ที่คิดว่า “กู้แล้วลบแอปฯ ทิ้ง” จะรอดพ้นจากหนี้ อยากจะบอกว่า การจงใจกู้แล้วเบี้ยวหนี้ในโลกดิจิทัล ก็เหมือนกับการที่คุณแอบขโมยของในห้างสรรพสินค้า แล้วหลับตาเดินออกมา โดยคิดเอาเองว่าถ้าคุณมองไม่เห็นกล้องวงจรปิด ตัวกล้องวงจรปิดหลายพันตัว ก็คงจะมองไม่เห็นคุณเหมือนกัน ในความเป็นจริง ระบบของ Virtual Bank รัดกุมและรวดเร็วมาก เนื่องจาก
เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค Open Banking ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018 ในสหราชอาณาจักร หลักการคือ “ข้อมูลเป็นสิทธิของประชาชน” โดยใช้ระบบ API เป็นเหมือนสะพานเชื่อมข้อมูลระหว่างธนาคาร เพื่อให้คุณสามารถเปรียบเทียบดอกเบี้ยที่ดีที่สุด และป้องกันการผูกขาดข้อมูลจากกลุ่มทุนใหญ่
ดังนั้น เทคโนโลยีทางการเงินคือ บันไดที่จะพาเราไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นได้ หากเราก้าวเดินด้วยความเข้าใจ มีสติ และมีระเบียบวินัย Virtual Bank จะเป็นเครื่องมือชั้นดีในการสร้างความมั่งคั่ง ให้พวกเราได้อย่างแน่นอน